เริ่มทำธุรกิจ มีรายได้แล้วต้องเสียภาษีเลยไหม? ต้องจด VAT เมื่อไร? จ่ายเงินให้ฟรีแลนซ์ต้องหักภาษีหรือไม่? และบริษัทต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง?

เรื่องเหล่านี้เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการมือใหม่มักเจอ และหากเริ่มต้นไม่ถูกต้อง อาจกลายเป็นปัญหาด้านบัญชีและภาษีย้อนหลังได้

บทความนี้ ทีมวิชาการ ของ สำนักงานชาญบัญชี จะมาสรุปเรื่องภาษีสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ตั้งแต่เริ่มต้น แบบอ่านง่ายและนำไปใช้ได้จริง

เริ่มธุรกิจ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะเสียภาษีเหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจการ ประเภทรายได้ ยอดขาย และธุรกรรมที่เกิดขึ้น

แต่โดยทั่วไป ผู้ประกอบการควรรู้จักภาษีสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่

  1. ภาษีเงินได้
  2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ
  5. อากรแสตมป์

มาดูกันทีละเรื่องค่ะ

ภาษีเงินได้ — มีกำไรหรือมีรายได้ ต้องดูภาษีเป็นอันดับแรก

ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา

หากทำธุรกิจในชื่อของตนเอง เช่น ร้านค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจจะนำไปรวมคำนวณ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามกฎหมายแล้ว จะคำนวณภาษีจาก “เงินได้สุทธิ” ในอัตราก้าวหน้า  (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2569)

เงินได้สุทธิ

อัตราภาษี

0–150,000 บาท

ยกเว้น

150,001–300,000 บาท

5%

300,001–500,000 บาท

10%

500,001–750,000 บาท

15%

750,001–1,000,000 บาท

20%

1,000,001–2,000,000 บาท

25%

2,000,001–5,000,000 บาท

30%

มากกว่า 5,000,000 บาท

35%

ทั้งนี้ หากมีเงินได้มากกว่า 1,000,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณภาษีอีกหนึ่งวิธี คือ เอาเงินได้ คูณ 0.5% เพื่อเทียบกับวิธีอัตราก้าวหน้า วิธีไหนเสียภาษีมากกว่าให้เสียภาษีด้วยวิธีนั้น

แบบภาษีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

ภ.ง.ด.94 — เป็นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับผู้ที่มีเงินได้ประเภทที่ 5, 6, 7 และ 8 (เช่น ค่าเช่า, วิชาชีพอิสระ, รับเหมา, และ ขายของ/ทำธุรกิจ) โดยนำรายได้ที่เกิดขึ้นเฉพาะ ครึ่งปีแรก (1 ม.ค. – 30 มิ.ย.) มาคำนวณชำระภาษีไว้ล่วงหน้าเพื่อแบ่งเบาภาระตอนสิ้นปี นำส่งภายในวันที่ 30 กันยายนของทุกปี (กรณียื่นแบบออนไลน์ ขยายเวลาถึงวันที่ 8 ตุลาคม)

ภ.ง.ด.90 — แบบแสดงรายการภาษีประจำปีสำหรับผู้ที่มีเงินได้ทั่วไป (มีรายได้หลายประเภท หรือมีรายได้ประเภทที่ 2-8 เช่น เงินปันผล, ค่าเช่า, ฟรีแลนซ์ รวมถึงการขายของ) โดยต้องนำรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตลอดทั้งปี (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) มารวมคำนวณอีกครั้ง (หากเคยจ่าย ภ.ง.ด. 94 ไปแล้ว สามารถนำยอดที่จ่ายไปหักออกจากภาษีสิ้นปีได้) นำส่งภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป (กรณียื่นแบบออนไลน์ ขยายเวลาถึงวันที่ 8 เมษายน)

ทำธุรกิจในรูปนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล)

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลโดยทั่วไปเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิในอัตรา 20%

แต่หากเข้าเงื่อนไข SME ทางภาษี คือ มีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้รับอัตราภาษีที่ลดลง

บริษัทโดยทั่วไปต้องยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลที่สำคัญ ได้แก่

ภ.ง.ด.51 — ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี โดยทั่วไปยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี

ภ.ง.ด.50 — ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี

แต่การตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจในรูป บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จึงควรพิจารณาทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาษี ความเสี่ยง และแผนการเติบโตของธุรกิจประกอบกัน ไม่ควรดูเฉพาะอัตราภาษีอย่างเดียวค่ะ

VAT — ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องระวัง

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในจุดที่ผู้ประกอบการมือใหม่พลาดกันบ่อยเลยค่ะ

หากธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และมีรายรับ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยทั่วไปจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน

หลังจด VAT แล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่ เช่น

  • เรียกเก็บ VAT จากลูกค้าตามกฎหมาย
  • ออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง
  • จัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
  • นำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาหัก ก่อนคำนวณภาษีที่ต้องชำระ
  • ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ปัจจุบันอัตรา VAT ที่ใช้ทั่วไปอยู่ที่ 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569)

ข้อควรระวัง: ไม่ใช่ทุกกิจการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทแล้วต้องจด VAT เพราะมีกิจการบางประเภทที่ได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมาย จึงควรตรวจสอบประเภทกิจการก่อนค่ะ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — จ่ายเงินให้คนอื่น อาจมีหน้าที่ต้องหักภาษี

อีกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจมักสับสนคือ

“ทำไมบริษัทเป็นคนจ่ายเงิน แต่กลับต้องเป็นคนหักภาษี?”

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ การที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินบางประเภทหักภาษีส่วนหนึ่งจากผู้รับเงิน แล้วนำส่งกรมสรรพากร

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น

  • เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัสพนักงาน ด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ค่าบริการหรือค่าจ้างทำของบางกรณี 3%
  • ค่าเช่าบางกรณี 5%
  • ค่าขนส่งบางกรณี 1%

อัตราที่ต้องหักจริงขึ้นอยู่กับ ประเภทเงินได้ ผู้จ่าย ผู้รับ และเงื่อนไขของธุรกรรม จึงไม่ควรจำเพียงอัตราอย่างเดียว

แบบที่ผู้ประกอบการพบเป็นประจำ เช่น

ภ.ง.ด.1 — สำหรับภาษีที่หักจากเงินเดือน ค่าจ้าง หรือโบนัสของพนักงาน 

ภ.ง.ด.3 — สำหรับภาษีที่หักจากการจ่ายเงินได้เงินได้บางประเภทให้บุคคลธรรมดา

ภ.ง.ด.53 — สำหรับภาษีที่หักจากการจ่ายเงินได้บางประเภทให้นิติบุคคล

ภ.ง.ด. 54 — สำหรับภาษีที่หักจากการจ่ายเงินได้บางประเภทให้บุคคลหรือนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย

เมื่อหักภาษีแล้ว ผู้ประกอบการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับเงิน และนำส่งภาษีต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ สามารถขยายได้ถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

หมายเหตุ: ภาษีหัก ณ ที่จ่ายนี้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในรูปนิติบุคคลเท่านั้น (ร้านค้าบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่นี้ค่ะ)

ภาษีธุรกิจเฉพาะ SBT — ไม่ใช่ทุกธุรกิจต้องเสีย

ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีที่จัดเก็บจากกิจการบางประเภทแทน VAT เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน การให้กู้ยืม โรงรับจำนำ และการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ภาษีธุรกิจเฉพาะคำนวณจาก “รายรับก่อนหักรายจ่าย” หรือ “ราคาขาย/ราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์” (ใช้อันที่สูงกว่า) คูณด้วยอัตราภาษีของแต่ละประเภทกิจการ และบวกเพิ่ม ภาษีท้องถิ่นอีก 10% ของยอดภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการทั่วไปไม่จำเป็นต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทุกคน แต่ควรตรวจสอบตั้งแต่เริ่มกิจการว่า ธุรกิจของเราอยู่ในบังคับ VAT หรือ ภาษีธุรกิจเฉพาะ SBT

อากรแสตมป์ — ทำสัญญาแล้วอย่าลืมเรื่องภาษี

ผู้ประกอบการจำนวนมากให้ความสำคัญกับ VAT และภาษีเงินได้ แต่อาจลืมว่า “สัญญา” บางประเภทมีหน้าที่เสียอากรแสตมป์

ตัวอย่างตราสารที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น

  • สัญญาเช่าที่ดินหรืออาคาร
  • สัญญาจ้างทำของ
  • สัญญากู้ยืมเงิน
  • หนังสือมอบอำนาจ
  • ตราสารอื่นตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์

อัตราและวิธีชำระแตกต่างกันตามประเภทตราสาร จึงควรตรวจสอบก่อนหรือเมื่อมีการทำสัญญาทางธุรกิจ

ภาษีอื่น ๆ ที่ธุรกิจบางประเภทอาจเกี่ยวข้อง

นอกจากภาษีหลักที่กล่าวมาแล้ว ผู้ประกอบการบางประเภทอาจมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาษีอื่นเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับลักษณะกิจการ ทรัพย์สิน และประเภทสินค้าที่ประกอบธุรกิจ เช่น

ภาษีป้าย
จัดเก็บจากป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบกิจการหรือโฆษณา โดยชำระให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอาจมีหน้าที่เสียภาษีตามประเภทและลักษณะการใช้ประโยชน์ เช่น ใช้เพื่อประกอบพาณิชยกรรม ให้เช่า หรือใช้ประโยชน์ในกิจการ

ภาษีสรรพสามิต
จัดเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทที่กฎหมายกำหนด เช่น เครื่องดื่มบางชนิด น้ำมัน รถยนต์ และสินค้าอื่นที่อยู่ในพิกัดภาษีสรรพสามิต ผู้ประกอบการควรตรวจสอบก่อนเริ่มผลิตหรือนำเข้าสินค้าเหล่านี้

ภาษีศุลกากร
เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่นำเข้าส่งออกสินค้า โดยอาจมีหน้าที่ชำระอากรขาเข้า อากรขาออก รวมถึงภาษีอื่นที่เรียกเก็บในขั้นตอนศุลกากร ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและพิกัดศุลกากร

สรุป: ไม่ใช่ทุกธุรกิจต้องเสียภาษีเหล่านี้ทั้งหมด จึงควรตรวจสอบจากประเภทกิจการ สินค้า ทรัพย์สิน และธุรกรรมของแต่ละธุรกิจเป็นรายกรณี

5 เรื่องที่ผู้ประกอบการมือใหม่มักพลาด

1. คิดว่ายังไม่มีรายได้ จึงไม่ต้องทำบัญชีหรือยื่นภาษี

“ไม่มีรายได้” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ” เสมอไป บางรายมาหาสำนักงานบัญชีในวันที่จะต้องส่งงบการเงิน พร้อมเอกสารค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งปรากฎว่าเอกสารส่วนใหญ่ไม่สามารถนำมาบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามหลักภาษีได้ ทำให้ไม่สามารถเห็นผลประกอบการที่แท้จริง

2. รอให้ยอดขายใกล้ถึง 1.8 ล้านบาทก่อน แล้วค่อยจด VAT

บางธุรกิจที่ช่วงแรกยังไม่มีรายได้ แต่มีการลงทุนในการก่อสร้างหรือซื้อสินทรัพย์ สินค้าจำนวนมาก และไม่ยอมจด VAT มักพลาดโอกาสในการเก็บภาษีซื้อไว้ใช้ตอนมีรายได้เข้ามาภายหลัง

3. จ่ายค่าบริการแล้วไม่ได้หัก ณ ที่จ่าย

ทำให้เกิดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มตามกฎหมาย และยังไม่สามารถนำรายจ่ายนั้นมาเป็นรายจ่ายเพื่อลดภาษีได้

4. เก็บเอกสารไม่ครบ เอกสารไม่ถูกต้อง

เมื่อมาแจ้งสำนักงานบัญชีตอนปิดงบสิ้นปี บางทีการติดตามเอกสารจากผู้รับเงินทำได้ยาก และยังไม่สามารถนำรายจ่ายนั้นมาเป็นรายจ่ายเพื่อลดภาษีได้ 

5. เริ่มวางระบบบัญชีเมื่อธุรกิจโตแล้ว

การวางระบบตั้งแต่เริ่มกิจการมักง่ายกว่าการกลับมาแก้เอกสารและรายการย้อนหลัง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเริ่มมีพนักงาน มี VAT หรือมีธุรกรรมจำนวนมาก

สรุป: เปิดธุรกิจใหม่ เรื่องภาษีควรวางระบบตั้งแต่วันแรก

สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องจำกฎหมายภาษีทุกมาตรา แต่ควรรู้ว่า ธุรกิจของเรามีหน้าที่อะไร ต้องยื่นอะไร และต้องทำเมื่อไร

สิ่งสำคัญที่สุดคือ

เริ่มธุรกิจ → หาที่ปรึกษาด้านบัญชีภาษี เพื่อเลือกรูปแบบกิจการ → วางระบบบัญชี → รู้ภาษีที่เกี่ยวข้อง → ยื่นภาษีตามกำหนด

การวางระบบบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านภาษี แต่ยังทำให้เจ้าของกิจการเห็นรายได้ ค่าใช้จ่าย และผลประกอบการของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น

เริ่มธุรกิจ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

สำนักงานชาญบัญชี ให้บริการด้านบัญชีและภาษีสำหรับผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเริ่มต้นวางระบบบัญชี การจัดทำบัญชี ยื่นภาษี ไปจนถึงการจัดทำงบการเงิน เพื่อให้เจ้าของธุรกิจสามารถโฟกัสกับการเติบโตของกิจการได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องมาสะดุดกับคำว่าภาษีย้อนหลัง

เริ่มต้นให้ถูกตั้งแต่วันแรก ดีกว่าตามแก้ภาษีย้อนหลังในวันที่ธุรกิจโตนะคะ

เริ่มธุรกิจใหม่ เสียภาษีอะไรบ้าง
ชาญบัญชี : สำนักงานบัญชีเชียงราย รับทำบัญชี