เชื่อว่าเจ้าของธุรกิจมือใหม่หลายๆ คนอาจจะเคยเจอเหตุการณ์ชวนงุนงงจนต้องเกาหัวใช่ไหมคะ?  พอถึงช่วงสิ้นปีที่นักบัญชีส่ง “งบการเงิน” มาให้ดู ในสมุดบัญชีบอกว่าปีนี้บริษัทเรามีกำไรสุทธิเท่านี้ แต่ทำไมพอถึงเวลาต้องคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจริงๆ ตัวเลขกำไรที่สรรพากรนำมาใช้คิดภาษีถึงพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม แถมยังทำให้เราต้องจ่ายภาษีแพงกว่าที่ประเมินไว้ในใจอีกต่างหาก! หรือบางกิจการมีผลขาดทุนแต่ทำไมยังต้องเสียภาษีเงินได้

ก่อนอื่นเลย ชาญบัญชีอยากให้ทุกคนสบายใจได้นะคะว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการลงบัญชีของนักบัญชี หรือเกิดจากระบบบัญชีมีปัญหาแต่อย่างใดค่ะ แต่เป็นเพราะในโลกของธุรกิจจริง มีแนวคิดและมาตรฐานการวัดมูลค่าที่แตกต่างกัน 2 รูปแบบ นั่นคือ “กำไรทางบัญชี” และ “กำไรทางภาษี” ซึ่งวันนี้สำนักงาน ชาญบัญชี จะขออาสาเป็นที่ปรึกษาคู่คิด มาเจาะลึกแบบจัดเต็ม เพื่อให้เจ้าของธุรกิจทุกคนเข้าใจระบบบัญชีภาษีอย่างทะลุปรุโปร่ง  นำไปวางแผนและบริหารจัดการได้อย่างมืออาชีพค่ะ

เลือกเนื้อหาที่ต้องการอ่าน

1. ปูพื้นฐาน: โครงสร้างงบการเงินที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

ก่อนจะไปถึงเรื่องภาษี เรามาเข้าใจที่มาที่ไปของตัวเลขในงบการเงินกันก่อนค่ะ ในทางบัญชี สรุปผลงบกำไรขาดทุนจะใช้สูตรพื้นฐานง่ายๆ ดังนี้:

  รายได้สุทธิ (Revenues)
– ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Expenses)
————————————–
= กำไร(ขาดทุน)ทางบัญชี (Net Accounting Profit)

ในทางบัญชี รายการจะถูกบันทึกตามเนื้อหาและลักษณะของธุรกรรม ไม่ได้พิจารณาเพียงว่ามีเงินจ่ายออกหรือไม่ หากรายการนั้นเข้าเกณฑ์เป็นค่าใช้จ่ายตามหลักบัญชี จึงจะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนทางบัญชี 

แต่เมื่อถึงเวลาเสียภาษี กรมสรรพากรจะเข้ามาตรวจเช็กรายการค่าใช้จ่ายเหล่านั้นด้วยกฎเกณฑ์ที่เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร” รายจ่ายรายการไหนที่ไม่ตรงตามเงื่อนไขของกฎหมาย จะถูกปฏิเสธไม่ให้นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคิดภาษีทันที ขณะเดียวกันก็อาจมีรายได้หรือรายจ่ายบางรายการที่ต้องปรับปรุงเพิ่ม/ลดตามเงื่อนไขทางภาษีค่ะ

กำไร (ขาดทุน) สุทธิทางบัญชี

+ รายจ่ายต้องห้าม/รายการที่ต้องบวกกลับ

− รายการที่มีสิทธิหักออกทางภาษี

± รายการปรับปรุงอื่นตามประมวลรัษฎากร

= กำไร (ขาดทุน) สุทธิทางภาษี 

2. ความหมายและวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง: บัญชี VS ภาษี

เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจน เราลองมาดูกันค่ะว่า “ความจริงของธุรกิจ” กับ “กติกาของสรรพากร” มีจุดประสงค์และการมองตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างไร:

ประเด็นเปรียบเทียบ

กำไรทางบัญชี (Accounting Profit)

กำไรทางภาษี (Taxable Profit) 

บริบทและความหมาย

คือ “ความจริงของธุรกิจ” (Business Reality)

คือ “กติกาของสรรพากร” (Tax Rules)

หลักการและวัตถุประสงค์

คำนวณตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เพื่อให้เจ้าของธุรกิจและผู้ถือหุ้นทราบผลประกอบการที่แท้จริง ว่าปีนี้หารายได้เท่าไหร่ มีรายจ่ายเท่าไหร่ และเหลือกำไร/ขาดทุนเท่าไหร่

นำกำไรขาดทุนทางบัญชีมาปรับปรุง (Adjust) ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร 

เป้าหมายในการใช้งาน

ใช้เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน และประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ 

ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย 

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ กำไรทางบัญชี คือผลประกอบการที่คำนวณตามหลักการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ส่วน กำไรสุทธิทางภาษี คือกำไรสุทธิที่คำนวณตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร เพื่อนำไปเป็นฐานคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล นั่นเองค่ะ

กำไรทางบัญชี vs กำไรทางภาษี

3.เจาะลึก 3 ตัวอย่างคลาสสิก: จ่ายจริง แต่สรรพากรไม่ยอมรับ (รายจ่ายต้องห้าม)

หลายคนอาจจะสงสัยต่อว่า “แล้วมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างล่ะที่เราจ่ายเงินสดออกจากกระเป๋าไปจริงๆ แต่ทำไมสรรพากรถึงไม่ยอมให้หักเป็นค่าใช้จ่าย?” เราลองมาดู 3 ตัวอย่างยอดฮิตที่พบได้บ่อยที่สุดในชีวิตการทำงานจริงกันค่ะ

1) รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ หรือพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน 

ในชีวิตการทำงานประจำวัน เราอาจจะส่งพนักงานไปซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ของใช้เล็กๆ น้อยๆ จากร้านค้าโชห่วยหรือร้านค้าทั่วไป แล้วได้เพียง “บิลเงินสด” เขียนมือที่ไม่มีรายละเอียดเพียงพอ เช่น ไม่ปรากฏชื่อหรือข้อมูลของผู้ขาย/ผู้รับเงิน และไม่มีหลักฐานอื่นที่ช่วยยืนยันว่าใครเป็นผู้รับเงินหรือรายการนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการจริง 

ในทางบัญชี ตัวนี้อาจเป็นรายจ่ายของกิจการได้ค่ะ แต่ในทางภาษีสรรพากร หากมีหลักฐานแค่นี้ถือว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าจ่ายให้ใครและจ่ายเพื่อธุรกิจจริงหรือไม่ ดังนั้น ตัวเลขนี้จะถูกนำมาบวกกลับ (ลดค่าใช้จ่ายของกิจการลง) เพื่อคำนวณภาษีค่ะ

2) ค่ารับรองลูกค้า เกินโควตาที่กฎหมายกำหนด

การพาลูกค้าไปเลี้ยงรับรองอาหาร ตีกอล์ฟ หรือจัดเลี้ยงเพื่อกระชับความสัมพันธ์และปิดดีลธุรกิจ เช่น ทั้งปีเราจ่ายค่ารับรองไป 50,000 บาท เงินออกจากบัญชีธนาคารจริง 100% ค่ะ แต่กฎหมายภาษีมีเงื่อนไขจำกัดว่า ให้หักค่ารับรองได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายใด หรือทุนชำระแล้ว (แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท) ส่วนที่จ่ายเกินจากโควตานี้ สรรพากรจะให้นำกลับมาบวกเป็นกำไรเพื่อคิดภาษีค่ะ

3) เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาตามกฎหมายภาษีอากร 

เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา และภาษีเงินได้ของนิติบุคคล เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) โดยกรณีค่าปรับหรือเงินเพิ่มตามกฎหมายอื่น ต้องพิจารณาลักษณะและกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบ  เช่น เบี้ยปรับเงินเพิ่มจากการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้า ค่าปรับภาษีป้ายหรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น

4. กรณีศึกษา (Case Study): ตัวอย่างการคำนวณภาษีจริง

ตัวอย่าง: บริษัท ชาญการค้า จำกัด เป็นบริษัทเข้าเงื่อนไข SME ทางภาษี คือมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาท 

ในปี 2569 บริษัท ชาญการค้า จำกัด มีผลการดำเนินงานทางบัญชี ดังนี้:

  • รายได้จากการขายสุทธิ: 10,000,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายจริง: 9,000,000 บาท
  • กำไรสุทธิทางบัญชี = 1,000,000 บาท

เมื่อนักบัญชีทำการตรวจสอบรายการค่าใช้จ่าย พบว่ามี “รายจ่ายต้องห้าม” ดังนี้:

  1. บิลเงินสดที่ไม่สามารถพิสูจน์ผู้รับเงิน: 50,000 บาท
  2. ค่ารับรองลูกค้าส่วนที่เกินโควตา: 30,000 บาท
  3. เบี้ยปรับเงินเพิ่มภาษีอากร: 20,000 บาท
  4. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวกรรมการ: 200,000 บาท

รวมรายจ่ายต้องห้ามที่ต้องบวกกลับ = 300,000 บาทขั้นตอนการคำนวณภาษี:

กำไรทางภาษี (Taxable Profit) = 1,000,000 + 300,000 = 1,300,000 บาท

คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (อัตรา SME 15% สำหรับกำไรส่วน 300,001 – 3,000,000 บาท):

ภาษีที่ต้องจ่ายจริง = (1,300,000 – 300,000) x 15% = 150,000 บาท

💡 บทเรียนสำคัญจากกรณีศึกษา : จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า การปล่อยให้เป็นบิลเงินสดที่ไม่สามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้ หรือนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาปนฯ ส่งผลให้บริษัทมีรายจ่ายต้องห้ามจำนวน 300,000 บาททำให้ฐานกำไรสุทธิทางภาษีสูงกว่ากำไรทางบัญชี และในตัวอย่างนี้ทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้น 45,000 บาท 

5.บริษัทขาดทุน ทำไมยังต้องเสียภาษี? 

บริษัทที่ขาดทุนทางบัญชีอาจยังมีกำไรสุทธิทางภาษีได้ หากมีรายจ่ายต้องห้ามหรือรายการปรับปรุงทางภาษีจำนวนมาก เมื่อนำรายการเหล่านั้นมาปรับปรุงแล้ว ผลขาดทุนทางบัญชีอาจกลายเป็นกำไรสุทธิทางภาษี จึงยังมีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระ

เช่น 

ขาดทุนบัญชี 100,000 บาท

+ รายจ่ายต้องห้าม 500,000 บาท

= กำไรภาษี 400,000 บาท

บริษัทขาดทุน ทำไมยังต้องเสียภาษี

6. วิธีลดความเสี่ยงที่รายจ่ายของบริษัทจะกลายเป็นรายจ่ายต้องห้าม 

รายจ่ายบางรายการเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง แต่มีความเสี่ยงทางภาษีเพราะเอกสารหรือหลักฐานไม่เพียงพอ เจ้าของกิจการจึงควรวางระบบเอกสารตั้งแต่วันที่เกิดรายการ เพื่อให้สามารถพิสูจน์ผู้รับเงิน จำนวนเงิน และความเกี่ยวข้องกับกิจการได้ ดังนี้ค่ะ:

1) กรณีซื้อของร้านค้าที่ไม่มีใบกำกับภาษี: 

คุณสามารถเลือกทำวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือควบคู่กันได้ตามความเหมาะสม ดังนี้ค่ะ:

วิธีที่ 1: จัดทำ “ใบสำคัญรับเงิน”

  • สิ่งที่ต้องทำ: ให้ผู้ขายเซ็นชื่อในช่องผู้รับเงิน
  • เอกสารแนบ: สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขาย (พร้อมให้ผู้ขายเซ็นกำกับ “ใช้สำหรับเป็นหลักฐานการรับเงินค่า…เท่านั้น”)
  • เหมาะสำหรับ: กรณีจ่ายเงินสดและผู้ขายยินยอมให้สำเนาบัตรประชาชน

วิธีที่ 2: จัดทำ “ใบสำคัญจ่ายเงิน”

  • สิ่งที่ต้องทำ: กิจการจัดทำใบสำคัญจ่ายขึ้นมาเอง โดยให้กรรมการหรือผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเป็นผู้ลงนาม
  • เอกสารแนบ: หลักฐานการชำระเงินที่ชัดเจน เช่น สลิปการโอนเงินธนาคาร (Slip) ที่ระบุชื่อผู้รับเงินตรงกับผู้ขาย หรือใบเสร็จรับเงินชั่วคราวของร้านค้า (ถ้ามี)
  • เหมาะสำหรับ: กรณีโอนเงินผ่านธนาคาร ซึ่งสลิปโอนเงินจะช่วยพิสูจน์ได้ว่าเงินออกจากบัญชีกิจการไปเข้าบัญชีผู้ขายจริง ทั้งนี้ควรแนบหลักฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ตัวผู้รับเงิน เช่น ใบสั่งซื้อ ภาพสินค้า เป็นต้น

 หมายเหตุ : ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ไม่มีใบเสร็จ หักค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม? จ่ายเงินจริงต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง

2) กรณีค่าใช้จ่ายเดินทาง / เบี้ยเลี้ยงพนักงาน: ทำเอกสาร “ใบเสนอขออนุมัติเดินทาง” และ “ใบเบิกเงินค่าเบี้ยเลี้ยง” ตามอัตราที่บริษัทกำหนดไว้ในข้อบังคับการทำงาน เพื่อประกอบการพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ และลดความเสี่ยงที่รายจ่ายจะถูกโต้แย้งทางภาษี
    เอกสารสำคัญที่ต้องทำระบบไว้ให้ครบถ้วน

  1. ข้อบังคับหรือระเบียบสวัสดิการของบริษัท (HR Policy): ต้องมีการกำหนดอัตราการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าเดินทางไว้อย่างชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร (เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท หรือค่าเดินทางกิโลเมตรละ 6 บาท) เพื่อให้สรรพากรเห็นว่าใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งบริษัท
  2. ใบขออนุมัติเดินทาง (Travel Authorization Form): ระบุเหตุผล ความจำเป็น วันเวลา และสถานที่ที่จะเดินทางไปปฏิบัติงาน เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องของงานจริง
  3. ใบเบิกเงินค่าเบี้ยเลี้ยง / ค่าเดินทาง (Travel Expense Requisition Form): พนักงานสรุปยอดที่ขอเบิกตามระเบียบ พร้อมแนบหลักฐานประกอบ (ถ้ามี) เช่น บันทึกเลขไมล์รถ, ตั๋วเดินทาง หรือสลิปเงินโอนที่บริษัทจ่ายให้พนักงาน

3) กรณีค่ารับรองลูกค้า: แยกบัญชีค่ารับรองออกจากค่าใช้จ่ายทั่วไปให้ชัดเจน และควบคุมยอดไม่ให้เกิน 0.3% ของรายได้ โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อลูกค้าและวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงรับรองแนบประกอบ

    ตามกฎหมายสรรพากร (ประมวลรัษฎากร) กำหนดให้ค่ารับรองนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้รวม หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว (เลือกใช้ตัวเลขที่ สูงกว่า) และต้อง ไม่เกิน 10,000,000 บาท

    📌 เกณฑ์และสูตรการคำนวณ

                    เพดานค่ารับรอง = 0.3% x MAX (รายได้รวม,ทุนที่ชำระแล้ว)

      • กรณีเป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่ผู้ได้รับการรับรองหรือรับบริการ มูลค่าต้องไม่เกินคนละ 2,000 บาทในแต่ละคราว 
      • เพดานสูงสุดรวม: ไม่ว่าจะคำนวณได้เท่าไร จะหักได้สูงสุดไม่เกิน 10,000,000 บาท
      • ต้องมีผู้มีอำนาจหรือผู้ได้รับมอบหมายอนุมัติ/สั่งจ่าย และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับเงินตามเงื่อนไขด้วย

    7. Checklist สิ้นปี: 5 ข้อต้องตรวจก่อนปิดงบการเงิน

    เจ้าของธุรกิจควรตรวจสอบ 5 ข้อนี้ร่วมกับนักบัญชีก่อนสิ้นปี:

    1. เช็กบิลค่าใช้จ่ายย้อนหลังว่ามีเอกสารสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่
    2. ตรวจสอบสัญญากู้ยืมเงินกรรมการ และเคลียร์ยอดบัญชีเงินกู้ยืมให้อยู่ในระบบอย่างถูกต้อง
    3. ตรวจสอบทรัพย์สินบริษัทว่ามีการคิดค่าเสื่อมราคาถูกต้องตามหลักเกณฑ์ภาษีหรือไม่
    4. ประเมินประมาณการรายได้และค่ารับรองเพื่อไม่ให้เกินเพดานสิทธิประโยชน์ทางภาษี
    5. คำนวณประมาณการภาษีครึ่งปีและปลายปีเพื่อเตรียมสภาพคล่องเงินสดล่วงหน้า
    7. Checklist สิ้นปี_ 5 ข้อต้องตรวจก่อนปิดงบการเงิน

    8. สรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ

    การทำธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เรื่องของการหาทำยอดขายให้ได้เยอะๆ เท่านั้นค่ะ แต่คือการบริหารจัดการ “หลังบ้าน” และ “ระบบภาษี” ให้ถูกต้องสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะการวางแผนภาษีอย่างถูกต้องช่วยให้กิจการใช้สิทธิทางภาษีได้อย่างเหมาะสม เตรียมกระแสเงินสดได้ล่วงหน้า และลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดหรือข้อโต้แย้งทางภาษีในภายหลัง 

    หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากเปลี่ยนเรื่องบัญชีและภาษีที่แสนยุ่งยาก ให้กลายเป็นเรื่องง่าย สะดวก ถูกต้อง และช่วยเซฟภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สำนักงาน ชาญบัญชี พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดและดูแลธุรกิจของคุณอย่างใกล้ชิดค่ะ สนใจปรึกษาเรื่องการจัดทำบัญชี วางแผนภาษี หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทักมาพูดคุยกับทีมงานของเราได้เลยนะคะ!

    สาระความรู้ที่เกี่ยวข้อง

    หลักฐานประกอบรายจ่าย
    ชาญบัญชี : สำนักงานบัญชีเชียงราย รับทำบัญชี