“จ่ายเงินจริง แต่ไม่มีใบเสร็จ แบบนี้บริษัทนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่?”

ปัญหานี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะการซื้อสินค้าหรือจ้างบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ เช่น ค่าขนส่ง ค่าซ่อมแซม ค่าจ้างรายครั้ง หรือการซื้อของจากผู้ขายรายย่อย

คำตอบคือ ไม่มีใบเสร็จ ไม่ได้แปลว่าหักเป็นรายจ่ายไม่ได้ทุกกรณี แต่บริษัทต้องมีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า

  1. มีรายจ่ายเกิดขึ้นจริง
  2. จ่ายเงินให้ใคร
  3. จ่ายเป็นค่าอะไร
  4. รายจ่ายนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการ
  5. เป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

หากพิสูจน์เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ รายจ่ายอาจถูกถือเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” และต้องนำกลับมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

บทความนี้กล่าวถึงบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นหลัก การหักค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาจะมีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน

เลือกเนื้อหาที่ต้องการอ่าน

จ่ายเงินจริง ทำไมยังอาจหักภาษีไม่ได้?

ค่าใช้จ่ายทางบัญชีกับรายจ่ายทางภาษีไม่เหมือนกันเสมอไป

กิจการอาจจ่ายเงินจริงและสามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในบัญชีแล้ว แต่หากรายจ่ายนั้นเข้าลักษณะที่กฎหมายกำหนดให้เป็นรายจ่ายต้องห้าม ก็ไม่สามารถนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้

ตัวอย่างเช่น

  • เป็นรายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของหรือกรรมการ
  • ไม่เกี่ยวข้องกับการหารายได้ของกิจการ
  • กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง
  • ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน

ดังนั้น หลักฐานการจ่ายเงินจึงต้องแสดงมากกว่าเพียงว่า “เงินออกจากบัญชีบริษัทแล้ว”

มาตรา 65 ตรี (18) กำหนดไว้อย่างไร?

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) กำหนดให้

“รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ”

เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

หัวใจสำคัญของมาตรานี้จึงอยู่ที่คำถามว่า กิจการพิสูจน์ตัวผู้รับเงินได้หรือไม่

กรมสรรพากรยกตัวอย่างกิจการรับจ้างถมที่ซึ่งซื้อทรายหรือดินลูกรัง แต่ผู้ขายไม่ออกใบรับให้ หากกิจการไม่มีหลักฐานว่าเงินถูกจ่ายให้ใคร รายจ่ายนั้นอาจเป็นรายจ่ายต้องห้าม

แต่หากกิจการมีหลักฐานการจ่ายเงินซึ่งระบุข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ชื่อและที่อยู่ผู้รับเงิน
  • เลขประจำตัวประชาชน
  • วันที่จ่ายเงิน
  • จำนวนเงิน
  • รายการที่จ่าย
  • ลายมือชื่อผู้รับเงิน

และข้อมูลดังกล่าวทำให้พิสูจน์ผู้รับเงินได้ รายจ่ายนั้นย่อมไม่ต้องห้ามเพียงเพราะไม่มีใบเสร็จรับเงินตามรูปแบบปกติ

ไม่มีใบเสร็จ แต่มีหลักฐานโอนเงิน ใช้ได้หรือไม่?

กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีบริษัทชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ผ่านธนาคาร โดยเอกสารของธนาคารแสดงชื่อเจ้าหนี้ จำนวนเงิน และเลขที่บัญชีผู้รับ

แนววินิจฉัยระบุว่า หากเอกสารการโอนเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่า

  • ใครเป็นผู้รับเงิน และ
  • เป็นการชำระหนี้ที่เกิดจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบกิจการในรอบระยะเวลาบัญชี

บริษัทสามารถใช้เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการจ่ายเงินในการคำนวณกำไรสุทธิได้ โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18)

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่า “มีสลิปโอนเงินใบเดียวก็พอเสมอ” เพราะสลิปอาจแสดงเพียงชื่อบัญชีและจำนวนเงิน แต่ไม่ได้บอกว่าโอนเป็นค่าอะไร หรือเกี่ยวข้องกับกิจการอย่างไร

ทางที่ปลอดภัยกว่าคือเก็บหลักฐานการโอนไว้คู่กับเอกสารเกี่ยวกับรายการนั้น

หลักฐานที่ควรเก็บเมื่อไม่มีใบเสร็จ

หากผู้ขายหรือผู้ให้บริการไม่ออกใบเสร็จ กิจการควรรวบรวมเอกสารหลายรายการให้เชื่อมโยงกัน ได้แก่

1. หลักฐานว่าใครเป็นผู้รับเงิน

เช่น

  • หลักฐานการโอนเงิน เช่น สลิปโอน
  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงินเท่าที่จำเป็นและชอบด้วยกฎหมาย
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีหรือเลขประจำตัวประชาชน
  • เอกสารรับเงินที่ผู้รับลงลายมือชื่อ

2. หลักฐานว่าจ่ายเป็นค่าอะไร

เช่น

  • สัญญาซื้อขายหรือสัญญาจ้าง
  • ใบเสนอราคา
  • ใบสั่งซื้อ
  • ใบแจ้งหนี้
  • รายละเอียดสินค้าหรือขอบเขตงาน
  • ข้อความหรืออีเมลที่ใช้ตกลงซื้อขาย

3. หลักฐานว่าได้รับสินค้าหรือบริการจริง

เช่น

  • ใบส่งของ
  • ใบตรวจรับงาน
  • รายงานผลการทำงาน
  • ภาพถ่ายสินค้า หรืองานที่ส่งมอบ
  • หลักฐานการนำสินค้าเข้าคลัง
  • หนังสือรับรองการส่งมอบงาน

4. เอกสารภายในของกิจการ

เช่น

  • ใบสำคัญจ่าย
  • ใบขออนุมัติซื้อหรือจ้าง
  • เอกสารอนุมัติการจ่ายเงิน
  • บันทึกอธิบายเหตุผลที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้

เอกสารเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนเป็น “ใบเสร็จรับเงิน” โดยอัตโนมัติ แต่ช่วยประกอบกันเป็นชุดหลักฐานว่ารายการเกิดขึ้นจริง มีผู้รับเงินที่ตรวจสอบได้ และเกี่ยวข้องกับกิจการ

เอกสารรับเงินควรมีข้อมูลอะไร?

เมื่อจำเป็นต้องจ่ายเงินให้บุคคลทั่วไปซึ่งไม่สามารถออกใบเสร็จ กิจการควรจัดทำเอกสารรับเงินและให้ผู้รับเงินลงชื่อ โดยอย่างน้อยควรมี

  • ชื่อและนามสกุลผู้รับเงิน
  • ที่อยู่ของผู้รับเงิน
  • เลขประจำตัวประชาชนหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • วันที่รับเงิน
  • จำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร
  • รายละเอียดสินค้าหรือบริการ
  • วัตถุประสงค์ของการจ่าย
  • วิธีชำระเงิน
  • ลายมือชื่อผู้รับเงิน
  • เอกสารประกอบอื่นที่เชื่อมโยงกับรายการ

ข้อมูลควรเป็นข้อมูลจริงและตรวจสอบได้ ไม่ควรให้พนักงานจัดทำเอกสารขึ้นเองโดยไม่มีหลักฐานว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลนั้นจริง

ใบสำคัญรับเงิน

กรณีผู้รับเงินไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินให้ได้ เช่น ร้านค้าบุคคลธรรมดาหรือฟรีแลนซ์ที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน แต่ยินยอมที่จะลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน กิจการสามารถทำ “ใบสำคัญรับเงิน” ให้ผู้รับเงินกรอกรายละเอียดและลงลายมือชื่อรับเงินแทนได้

ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน

กรณีกิจการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือบริการเบ็ดเตล็ด จำนวนเงินไม่มาก และไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายหรือผู้ให้บริการได้ กิจการสามารถทำ “ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน” แล้วให้พนักงานของกิจการเป็นผู้รับรองการจ่ายเงินดังกล่าว

เช็กรายจ่ายไม่มีใบเสร็จด้วยคำถาม 5 ข้อ

ก่อนบันทึกเป็นรายจ่ายทางภาษี ให้ตรวจสอบว่าเอกสารตอบคำถามต่อไปนี้ได้ครบหรือไม่

1. จ่ายเงินจริงหรือไม่?

ควรมีหลักฐานการโอน สลิปโอนเงิน สำเนาเช็ค รายการเดินบัญชี หรือเอกสารรับเงิน

2. จ่ายให้ใคร?

ต้องระบุตัวผู้รับเงินได้ และข้อมูลผู้รับควรตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น มีที่อยู่ เบอร์โทร

3. จ่ายค่าอะไร?

เอกสารต้องอธิบายรายการสินค้า บริการ หรือเหตุผลของการจ่าย ไม่ควรระบุเพียงคำกว้าง ๆ เช่น “ค่าเบ็ดเตล็ด”

4. เกี่ยวข้องกับกิจการอย่างไร?

ต้องอธิบายได้ว่ารายจ่ายช่วยให้กิจการมีรายได้ ดำเนินงาน หรือรักษาการดำเนินธุรกิจอย่างไร

5. ได้รับสินค้าหรือบริการจริงหรือไม่?

ควรมีหลักฐานการส่งของ การตรวจรับงาน หรือผลของบริการที่ได้รับ

 หากเอกสารตอบคำถามเหล่านี้ได้ครบและสอดคล้องกัน น้ำหนักในการพิสูจน์รายจ่ายก็ย่อมดีกว่าการมีเพียงสลิปโอนเงินหรือใบสำคัญจ่ายที่กิจการจัดทำเองฝ่ายเดียว

หลักฐานที่ควรเก็บเมื่อไม่มีใบเสร็จ

ตัวอย่างที่ผู้ประกอบการพบบ่อย

กรณีที่ 1: โอนค่าจ้างให้ฟรีแลนซ์ แต่ไม่ได้ใบเสร็จ

บริษัทจ้างบุคคลออกแบบสื่อโฆษณาและโอนเงินเข้าบัญชีผู้รับจ้าง แต่ไม่ได้รับใบเสร็จ

หลักฐานที่ควรเก็บ ได้แก่

  • ใบเสนอราคาหรือข้อตกลงว่าจ้าง
  • รายละเอียดขอบเขตงาน
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • ผลงานที่ส่งมอบ
  • ข้อความยืนยันการรับเงิน
  • ข้อมูลที่พิสูจน์ตัวผู้รับเงิน

หลักฐานทั้งหมดต้องเชื่อมโยงกันได้ว่า ผู้รับเงินเป็นผู้รับจ้างจริง งานเกิดขึ้นจริง และเป็นงานที่ใช้ในกิจการ

นอกจากนี้ บริษัทต้องมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าจ้างหรือค่าบริการแยกต่างหาก และ นำส่งให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หากไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายจะมีความผิดตามกฎหมาย และ ไม่สามารถนำรายจ่ายนี้มาใช้ในการคำนวณภาษีได้)

กรณีที่ 2: จ่ายเงินสดให้บุคคลทั่วไป

กรณีจ่ายเงินสดมีความเสี่ยงสูงกว่าการโอนเงิน เพราะรายการเดินบัญชีไม่สามารถช่วยยืนยันผู้รับเงินได้

กิจการควรจัดทำเอกสารรับเงินซึ่งมีรายละเอียดผู้รับ รายการ วันที่ และจำนวนเงิน พร้อมให้ผู้รับลงลายมือชื่อ รวมทั้งเก็บหลักฐานการซื้อ การรับสินค้า หรือการรับบริการประกอบด้วย

หากมีเพียงใบสำคัญจ่ายที่พนักงานของบริษัทจัดทำขึ้นเอง แต่ไม่มีข้อมูลหรือลายมือชื่อของผู้รับเงิน หลักฐานอาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

กรณีที่ 3: มีสลิปโอนเงิน แต่ไม่ทราบว่าเป็นค่าอะไร

สลิปอาจพิสูจน์ว่าเงินออกจากบัญชีและมีผู้รับ แต่หากไม่มีสัญญา ใบสั่งซื้อ รายละเอียดงาน หรือเอกสารอื่น กิจการอาจยังอธิบายไม่ได้ว่าเงินนั้นเป็นรายจ่ายของกิจการอย่างไร

กรณีนี้ควรหาเอกสารประกอบเพิ่มเติม ไม่ควรอาศัยสลิปเพียงอย่างเดียว ได้แก่ ใบสำคัญจ่ายที่มีลายมือชื่อผู้มีอำนาจอนุมัติของกิจการ พร้อมเขียนรายละเอียดสินค้า ใบสั่งซื้อ ภาพถ่ายสินค้าที่ซื้อ เป็นต้น

กรณีที่ 4: มีใบเสร็จ มีใบกำกับภาษี แต่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว

แม้มีใบเสร็จถูกต้อง แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือบุคคลในครอบครัว และไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ก็ยังเป็นรายจ่ายต้องห้าม ไม่สามารถนำภาษีซื้อมาขอคืน (กรณีกิจการจด VAT) 

การมีใบเสร็จจึงพิสูจน์เพียงว่ามีการซื้อหรือจ่ายเงิน แต่ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ ไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งในทางบัญชี และ รายจ่ายภาษีอากร

มีใบกำกับภาษีไม่ได้แปลว่าขอคืนภาษีซื้อได้

สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT แม้ว่าจะมีรายจ่ายที่ใช้ในกิจการจริง และ มีใบกำกับภาษีแล้ว แต่อาจไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ เนื่องจากเป็น ภาษีซื้อต้องห้าม คือใบกำกับภาษีที่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำไปหักออกจากภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ซึ่งมักเกิดจากลักษณะของเอกสารไม่ถูกต้อง หรือรายจ่ายนั้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ภาษีซื้อต้องห้าม ที่ไม่สามารถขอคืนได้ และ ไม่สามารถเป็นรายจ่ายของกิจการได้

ได้แก่

  • ไม่มีใบกำกับภาษี หรือแสดงไม่ได้: ซื้อสินค้าหรือรับบริการแล้วผู้ขายไม่ออกเอกสารให้ หรือเอกสารสูญหายและไม่สามารถขอใบแทนที่ถูกต้องได้
  • ใบกำกับภาษีไม่สมบูรณ์: มีข้อความสำคัญไม่ถูกต้อง เช่น ชื่อ, ที่อยู่, หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อไม่100% หรือสะกดผิด
  • ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง: รายจ่ายที่ซื้อมาเพื่อใช้ส่วนตัว หรือนำไปใช้ในกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การประกอบธุรกิจของบริษัท
  • ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์: ใบกำกับภาษีที่ออกโดยบุคคลหรือร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือออกโดยผู้ที่ถูกสั่งเพิกถอนสิทธิ์
  • เกินกำหนดเวลา: ใบกำกับภาษีที่มีอายุเกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี โดยไม่ได้นำมาใช้ยื่นภายในกำหนด

2. ภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถขอคืนได้ แต่นำมารวมเป็นรายจ่ายได้

ได้แก่

  • ภาษีซื้อจากค่ารับรอง: รายจ่ายหรือค่าบริการที่เป็นการรับรองลูกค้าหรือแขก ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
  • ซื้อรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสาร: ภาษีซื้อจากการซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์นั่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าน้ำมันรถรถยนต์นั่ง ค่าซ่อมแซมรถยนต์นั่ง (ยกเว้นซื้อมาเพื่อขายต่อหรือให้เช่าต่อในธุรกิจ)

วิธีลดปัญหารายจ่ายไม่มีหลักฐาน

กิจการควรกำหนดระบบเอกสารตั้งแต่วันที่เกิดรายการ ดังนี้

  1. ขอใบเสร็จรับเงินหรือใบรับทุกครั้ง
  2. ตรวจสอบชื่อกิจการ วันที่ จำนวนเงิน และรายละเอียดสินค้าให้ถูกต้อง
  3. ชำระจากบัญชีธนาคารของกิจการ
  4. หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสดในรายการมูลค่าสูง
  5. เก็บหลักฐานการโอนไว้คู่กับสัญญา ใบสั่งซื้อ หรือใบเสนอราคา
  6. จัดทำเอกสารตรวจรับสินค้าหรือบริการ
  7. จัดทำใบสำคัญจ่ายและระบุเหตุผลให้ชัดเจน
  8. ตรวจสอบความถูกต้องของภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม
  9. บิลที่มาจากกระดาษที่เสี่ยงต่อการจางหาย เช่น บิลค่าไฟ ค่าน้ำ ควรถ่ายเอกสารไว้

สรุป: ไม่มีใบเสร็จ ไม่ได้แปลว่าหักไม่ได้ แต่ต้องพิสูจน์ให้ครบ

รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จไม่ได้เป็นรายจ่ายต้องห้ามโดยอัตโนมัติ แต่บริษัทมีหน้าที่นำหลักฐานมาพิสูจน์ว่า

จ่ายจริง — จ่ายให้ใคร — จ่ายค่าอะไร — ได้รับสินค้าหรือบริการจริง — และเกี่ยวข้องกับกิจการอย่างไร

หากพิสูจน์ผู้รับเงินไม่ได้ รายจ่ายอาจต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) และหากพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ก็อาจต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)

วิธีที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การหาเอกสารย้อนหลังเมื่อถูกตรวจสอบ แต่คือการสร้างระบบเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่วันที่ซื้อสินค้า รับบริการ และจ่ายเงิน

ข้อควรทราบ: การพิจารณาทางภาษีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานของแต่ละรายการ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำรับรองว่ารายจ่ายรายการใดรายการหนึ่งจะหักได้แน่นอน หากรายการมีมูลค่าสูงหรือมีข้อเท็จจริงซับซ้อน ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบก่อนยื่นแบบ

ชาญบัญชี : สำนักงานบัญชีเชียงราย รับทำบัญชี