นับถอยหลังสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการแรงงานไทย! ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” รูปแบบใหม่จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการ นี่ไม่ใช่แค่การหักเงินเดือนทั่วไป แต่เป็นระบบเซฟตี้เน็ต (Safety Net) ที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสิทธิ์และผลประโยชน์ของทั้งลูกจ้างและนายจ้างโดยตรง สำนักงานชาญบัญชีรวบรวมทุกประเด็นสำคัญมาให้คุณแล้วที่นี่
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) คือกองทุนตามกฎหมายแรงงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเงินสำรองให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน หรือเสียชีวิต
- ประโยชน์สำหรับลูกจ้าง: มีเงินออมไว้ใช้ยามออกจากงาน เป็นหลักประกันในอนาคต และช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
- ประโยชน์สำหรับนายจ้าง: ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร สร้างความผูกพัน (Engagement) และจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับองค์กรในระยะยาว
กิจการใดบ้างที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
กฎหมายบังคับใช้กับ นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม มีทั้งกลุ่มที่ต้องเข้าระบบและกลุ่มที่ได้รับยกเว้น ดังนี้:
- กลุ่มที่ต้องเข้าระบบ: ลูกจ้างรายเดือน, รายวัน, รายชั่วโมง, ลูกจ้างตามฤดูกาล, ลูกจ้างต่างด้าว
- กลุ่มที่ได้รับยกเว้น:
- ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) อยู่แล้ว
- ฟรีแลนซ์ หรือที่ปรึกษาที่ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา
- นักเรียน/นักศึกษาฝึกงาน
- ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ
หน้าที่ของนายจ้าง และ ลูกจ้าง ในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
|
ฝ่าย |
หน้าที่ความรับผิดชอบ |
|
นายจ้าง |
หักค่าจ้างลูกจ้าง (เงินสะสม) และจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง ขึ้นทะเบียนและแจ้งรายชื่อลูกจ้าง (แบบ สกล.3 หรือ สกล.3/1) แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลลูกจ้าง เช่น ลาออก หรือเปลี่ยนชื่อ (แบบ สกล.3/2) |
|
ลูกจ้าง |
สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุน (กรณีอยู่ในกิจการที่กฎหมายบังคับ) แจ้งข้อมูลส่วนตัวและการเปลี่ยนแปลงให้นายจ้างทราบระบุตัวผู้รับผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต (แบบ สกล.5) |
ลูกจ้างจะได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์เมื่อใด
ลูกจ้างจะได้รับเงินคืน “เต็มจำนวนโดยไม่มีเงื่อนไข” เมื่อพ้นสภาพการจ้างงาน ซึ่งประกอบด้วย เงินสะสม (ส่วนของลูกจ้าง) + เงินสมทบ (ส่วนของนายจ้าง) + ผลประโยชน์ตอบแทน โดยครอบคลุมกรณี:
- ลาออกเอง
- ถูกเลิกจ้าง (ทุกกรณี)
- เกษียณอายุ
- สิ้นสุดสัญญาจ้าง
- เสียชีวิต (เงินจะตกแก่บุคคลที่ระบุไว้ หรือทายาทตามกฎหมาย)
อัตราการนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
กฎหมายแบ่งการเรียกเก็บเงินออกเป็น 2 ระยะ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อทั้งสองฝ่ายมากเกินไปในช่วงเริ่มต้น:
|
ระยะ |
อัตราการสะสมและสมทบ |
|
ระยะที่ 1 (1 ต.ค. 2569 – 30 กันยายน 2574) |
ลูกจ้างจ่าย 0.25% และนายจ้างสมทบอีก 0.25% ของค่าจ้าง ไม่มีเพดานขั้นต่ำหรือขั้นสูง |
|
ระยะที่ 2 (ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป) |
ปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง ไม่มีเพดานขั้นต่ำหรือขั้นสูง |
คำนวณจากเงินส่วนไหนของลูกจ้าง
ฐานที่ใช้คำนวณคือ “ค่าจ้างหรือเงินตอบแทนจากการทำงาน” โดยไม่มีเพดานขั้นต่ำหรือขั้นสูง
|
เงินที่ “ต้อง” นำมาคำนวณ |
เงินที่ “ยกเว้น” ไม่ต้องคำนวณ |
|
ค่าจ้างพื้นฐาน, ค่าตำแหน่ง, ค่าครองชีพ, เงินโอที (ล่วงเวลา/วันหยุด), ค่าน้ำมันรถเหมาจ่าย, ค่าวิชาชีพ, ค่าชั่วโมงบิน/ค่าเที่ยว, ค่านายหน้า, เงินเดือนเดือนที่ 13, เบี้ยเลี้ยง และค่าคอมมิชชั่น (ที่เป็นเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่บาทแรกของการขาย) |
โบนัสประจำปี, ค่าคอมมิชชั่นจูงใจ (เมื่อทำยอดทะลุเป้า), เบี้ยขยัน, ค่ากะดึก, ค่าที่พัก/เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน, สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล, เบี้ยประชุม, เซอร์วิสชาร์จ และสวัสดิการที่ไม่ใช่ตัวเงิน (เช่น อาหารกลางวัน) |
กำหนดเวลาและวิธีนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- กำหนดเวลา: นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น เงินเดือนเดือนตุลาคม ให้นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนกันยายน
- ช่องทางการนำส่ง:
- ออนไลน์ (แนะนำ): ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
- ออฟไลน์: ยื่นที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่/จังหวัด
- อื่น ๆ: ส่งทางไปรษณีย์ หรืออีเมลหน่วยงาน
บทลงโทษ
-
หากนายจ้างส่งเงินไม่ครบ หรือส่งล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด นายจ้างจะต้องจ่าย “เงินเพิ่ม” (เงินค่าปรับ) ให้แก่กองทุนในอัตรา ร้อยละ 5 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ค้างส่ง (หากค้างเกิน 15 วันให้นับเป็น 1 เดือน ส่วนที่น้อยกว่า 15 วันจะได้รับการปัดทิ้ง)
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร
ทั้ง 3 กองทุนมีหน้าที่เกื้อหนุนกันแต่ไม่สามารถทดแทนกันได้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ประกันสังคม | กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) | กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง |
| วัตถุประสงค์หลัก | คุ้มครองความเสี่ยงในชีวิต (เจ็บป่วย, ว่างงาน) | ออมเงินระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ | เป็นเงินก้อนช่วยเหลือเมื่อพ้นจากงานทุกกรณี |
| ความสมัครใจ | กฎหมายบังคับ (เกือบทุกกิจการ) | ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท (สมัครใจ) | กฎหมายบังคับ (ลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป) |
| การได้รับเงิน | เมื่อเข้าเงื่อนไข (เช่น เจ็บป่วย, อายุครบ 55) | เมื่อลาออก/เกษียณ (ตามเงื่อนไขกองทุน) | เมื่อลาออก/เลิกจ้าง/เสียชีวิต (ได้คืนเต็มจำนวน) |
สำนักงานชาญบัญชีแนะนำ
นายจ้างควรเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดยการตรวจสอบจำนวนพนักงาน ปรับปรุงระบบ Payroll และสื่อสารกับพนักงานให้เข้าใจถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อให้การเริ่มต้นในปี 2569 เป็นไปอย่างราบรื่นครับ